Free Web Hosting Provider - Web Hosting - E-commerce - High Speed Internet - Free Web Page
Search the Web

ลายปูนปั้น

งานช่างประณีตศิลป์ของไทย

1. ความรู้เกี่ยวกับปูนปั้นโดยสังเขป

      ความเป็นมาของปูนสมัยก่อนประวัติศาสตร์

      ในการศึกษาศิลปกรรมปูนปั้นนั้น ช่างที่สนใจในเรื่องนี้มีความคิดที่คล้ายกันว่า ศิลปกรรมปูนปั้นมีความวิจิตรพิสดารทั้งส่วนที่เป็นภาพและส่วนที่เป็นลาย มีความงามต่างไปจากศิลปกรรมแขนงอื่น

      เมื่อปี พ.ศ. 2503 ได้มีการศึกษาลายปูนปั้นที่เพชรบุรี และท่านอาจารย์ที่มีความรู้กว้างขวางในหลายวิชาสาขา ได้อธิบายเกี่ยวกับมนุษย์รู้จักปูนปั้นได้อย่างไร เป็นความคิดเชิงสันนิษฐานอย่างละเอียด แต่สรุปได้ว่า มนุษย์พบปูนเพราะใช้ถ้ำเป็นที่อยู่ ต่อมาได้รู้จักไฟทำอาหาร ไฟทำให้หินร้อนจัดจนทำให้หินเป็นปูน จึงได้ปูนจากหิน เป็นการค้นพบปูนโดยบังเอิญ ตั้งแต่มนุษย์ดึกดำบรรพ์ หลังจากนั้นมนุษย์ก็นำเอาปูนมาใช้ประโยชน์ เชื่อว่าสิ่งแรกที่ทำคือ สิ่งที่เกี่ยวกับที่อยู่อาศัย ซึ่งข้อคิดในเชิงสันนิษฐานของอาจารย์แนบ บังคม ว่าน่าจะนำมาถ่ายทอด แม้จะเป็นข้อสันนิษฐานก็ตาม แต่พิจารณาแล้วเป็นเหตุผลที่น่าฟังเป็นไปได้ในหลักวิทยาศาสตร์ หรือการสันนิษฐานของนักประวัติศาสตร์เกี่ยวกับชนชาติไทยตั้งแต่เริ่มเป็นเผ่าพันธุ์มนุษย์หรือการก่อเกิดจักรวาลเกิดมาจากไหน ความรู้เหล่านี้ยังไม่มีหลักฐานยืนยันขั้นแน่ชัด แต่ได้สันนิษฐานอย่างมีเหตุผลไว้ก่อนเพื่อรอพิสูจน์ทั้งสิ้น ดังนั้น ข้อสันนิษฐานเรื่องปูนของมนุษย์ที่กล่าวถึงต่อไปก็เป็นข้อสันนฐานที่อาศัยเหตุผลทางวิชาการอีกชิ้นหนึ่ง ซึ่งท่านอาจารย์แนบ บังคม ผู้เป็นอาจารย์อาวุโสผู้เชียวชาญทางด้านจิตรกรรม ประติมากรรม แกะสลัก เขียนลายไทย ภาพไทย และวิชาช่างไทยโบราณและยังศึกษาค้นคว้าวิชาอื่น ๆ อย่างล้ำลึก เช่น ปรัชญา จิตวิทยา การเมือง สังคม ประวัติศาสตร์

      ท่านอาจารย์ยังไม่อาจจะหาคำตอบที่เจาะจงได้ คงต้องรอหลักฐานการศึกษาค้นคว้าย้อนอดีตจนกว่าจะได้คำตอบที่ชัดเจน ยังไงต้องอาศัยเหตุผลเพื่อเป็นความติดนำร่องในการศึกษาค้นคว้าต่อไป

      การเกิดอุตสาหกรรมปูนซิเมนต์ปอร์ตแลนด์

      “ความก้าวหน้าที่สำคัญเกิดขึ้นอีกครั้งในปี พ.ศ. 2367

      โดย JOSEPT ASPDIN ชาวอังกฤษ ได้คิดค้นปูนซีเมนต์จนสำเร็จ โดยซีเมนต์นี้เมื่อแข็งตัวจะมีสีเหลืองปนเทาเหมือนกับหินที่ใช้ก่อสร้างบริเวณเมืองปอร์ตแลนด์ ในประเทศอังกฤษ จึงเรียกปูนซีเมนต์นี้ว่า ปูนซิเมนต์ปอร์ตแลนด์ รวมทั้งได้จดลิขสิทธิ์เป็นครั้งแรก

      ปลายศตวรรษที่ 19 ปริมาณปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ที่ผลิตได้อย่างมากในประเทศอังกฤษ ได้ถูกส่งออกไปจำหน่ายยังประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก รวมทั้งได้มีการเปิดโรงงานผลิตปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ นอกประเทศอังกฤษขึ้น เช่น ประเทศฝรั่งเศส ในปี พ.ศ. 2383 ประเทศเยอรมันนีในปี พ.ศ. 2398 ประเทศสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2414 และประเทศออสเตรเลียในปี พ.ศ. 2425 ส่วนในประเทศไทยได้มีการเริ่มผลิตปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2456

      ปูนซิเมนต์ช่วยสร้างสรรค์อารยธรรมและความเป็นอยู่มนุษย์

      การข้อสันนิฐานที่กล่าวมาแล้ว และจะเห็นได้ว่ามนุษย์ได้ใช้ประโยชน์จากปูนซีเมนต์มากมายโดยเฉพาะการพัฒนาความเป็นอยู่ของมนุษย์ ทำให้เกิดความสะดวกสบายทั้งที่อยู่อาศัยการสัญจรไปมา โรงงานอุตสาหกรรมและอื่น ๆ มาก ทำให้มีผลต่อการอยู่ดีกินดี ของมนุษย์ในสังคมและมวลมนุษย์ชาติ

      ดังนั้น การที่มีผู้ค้นพบปูนซีเมนต์ มีผู้ผลิตปูนซีเมนต์ จึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง โดยเฉพาะที่อยู่อาศัยของมวลมนุษย์ในสังคมเป็นอย่างมากเพราะจะอาศัยไม้ที่มีอยู่อย่างจำกัดมาสร้างบ้านคงไม่เพียงพอกับความต้องการของมนุษย์

      “ ปูนเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งสิ่งหนึ่งที่มนุษย์ได้นำมาทำกิจกรรมและเหลือไว้เป็นพยานหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของมนุษย์เกี่ยวกับความฉลาด ความสามารถแสดงผลงานสร้างสรรค์ทางการช่างและฝีมือให้ประจักษ์ว่ามนุษย์นั้นมีอารยธรรมมีศิลปะ มีสุนทรียะ มีปัญญาและมีความคิดริเริ่ม รู้จักการพัฒนาที่ก้าวหน้าให้มีการอยู่ดีกินดี กว่าสมัยเมื่อมนุษย์ถ้ำ และดำรงชีวิตอยู่เหนือกว่าสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงในโลก ปูนจึงเป็นวัตถุที่สำคัญและจำเป็นของมนุษย์ทุกคน และปูนก็เป็นปัจจัยสิ่งหนึ่งที่ช่วยมนุษย์ในการดำรงชีวิตที่มนุษย์จะขาดมิได้ด้วยเช่นกัน ในทางตรงกันข้าม หากปัจจุบันนี้ยังไม่มีการค้นพบปูนไม่มีการผลิต และพัฒนาปูนก็เชื่อได้ว่ามนุษย์จำนวนมาก คงจำใจต้องอยู่ป่าเยี่ยงสัตว์ทั้งหลายเป็นแน่แท้ “ปูนขาว ( LIME )

      ปูนตำเป็นชื่อเรียกปูนชนิดหนึ่งที่ผ่านกระบวนการตำหรือโขลกมาแล้ว การตำหรือโขลกหรือการบดย้ำด้วยแรงกระแทก เพื่อให้วัตถุที่ผสมลงไปหรือส่วนประกอบปนกันหรือเข้ากันเป็นอย่างดี บางแห่งเรียกว่า ปูนทิ่ม ก็มี ครั้นเมื่อนำไปปั้นก็เรียกว่า ปั้นปูนตำ ปั้นปูนโขลก และปั้นปูนทิ่มหรือบางแห่งเรียกว่าปูนสด เมื่อนำไปปั้นเรียกว่าปูนสด คือต้องปั้นกันสด ๆ จะให้ปูนแห้งไม่ได้ต้องให้สดอยู่เสมอ ดังนั้นปูนตำจึงเรียกชื่อกันหลายชื่อ เช่น ปูนโขลก ปูนตำ ปูนทิ่ม และปูนสด แต่ทั้งนี้ต้องผ่านการตำให้เข้ากันเป็นสำคัญ

      ลักษณะและคุณสมบัติของปูนตำ

      ปูนตำมีลักษณะเป็นปูนที่ผสมวัตถุอื่น โดยมีปูนขาว ( CaO) เป็นหลัก ซึ่งได้จากหินปูน ( CaCO 3) ที่ผ่านการเผ่าไฟ ผ่านการหมักน้ำ ผสมทราย เส้นใย กาว และผ่านการตำโขลกจนเป็นก้อน เมื่อปูนหมาดและเนื้อวัตถุเข้ากันได้ดีแล้ว ให้ลองนำมาปั้น ถ้าสิ่งที่ปั้นหรือลวดลายทรงตัวอยู่ได้ดีจึงจะใช้ได้ คุณสมบัติของปูนตำเป็นปูนที่มีความเหนียว เนื่องจากมีเส้นใยและกาวผสมอยู่ มีความแข็งเนื่องจากมีทรายปนอยู่ด้วย และคุณสมบัติของปูนตำมีความอ่อนตัวสามารถนำมาปั้นให้เป็นลวดลายต่าง ๆ เป็นภาพต่าง ๆ ปูนตำมีคุณสมบัติพิเศษที่สามารถสร้างงานละเอียดเป็นลายขนาดเล็ก ๆ ก็ทำได้ นับเป็นคุณสมบัติที่ดีอย่างหนึ่งของปูนตำ ปูนตำนั้นเมื่อนำมาปั้นทิ้งไว้ถูกอากาศไม่กี่ชั่วโมงก็จะแข็งตัวจึงต้องรีบเร่งปั้นโดยเร็ว แต่ฏ้มิใช่ปัญหาสำหรับช่างที่ตำปูนไว้มาก ๆ แล้วปั้นไม่ทัน เพราะสามารถจะถ่วงเวลาปูนให้นิ่มอยู่ได้ โดยผนึกลงภาชนะที่น้ำไม่เข้าและอับอากาศแล้วนำไปแช่น้ำไว้ในตุ่ม หรือในบ่อหรือสระก็ได้ ปัจจุบันปูนตำที่ใช้ไม่ทันถ้าเหลืออยู่มาก ๆ ช่างก็จะนำใส่ถุงพลาสติกรัดแน่นแล้วนำไปแช่น้ำไว้ในตุ่ม สามารถจะนำมาปั้นในวันรุ่งขึ้นหรือวันต่อไปก็ยังได้

      วัสดุที่เป็นส่วนผสมสำคัญของปูนตำ

      ปูนตำนั้นมีส่วนประกอบสำคัญอยู่ 4 อย่าง ได้แก่

      1. ปูนขาว (LIME )

      2. ทราย ( SAND )

      3. เส้นใย ( FIBER)

      4. กาวหรือตัวยึด (GUM )

        ส่วนผสมและสูตรปูนตำปัจจุบัน

      สูตรหรือส่วนผสมที่เป็นอัตราส่วนของวัตถุในการทำปูนตำในปัจจุบัน เท่าที่ได้ศึกษาในพื้นที่ต่าง ๆ พบว่าโดยหลักการแล้วยังใช้ ปูนขาว ทราย เส้นใย และกาวเป็นหลักตามส่วนผสมของช่างไทยในอดีต แต่จะมีบางคนบางท้องที่เพิ่มเติมวัตถุอื่น ลงไปอีก แต่เมื่อวิเคราะห์ดูก็พบว่าวัตถุอื่น ที่เพิ่มเข้ามาก็เป็นส่วนที่ต้องการแสดงสีเท่านั้น แต่มีเพิ่มบางส่วนที่เป็นวัตถุเสริมปูน เสริมทราย เสริมเส้นใย และเสริมกาว กล่าวคือ ปูนตำปัจจุบันยังไม่ทิ้งวัตถุหลัก 4 ประการแต่อย่างใด

ดังนั้นวัสดุที่ช่างปัจจุบันที่ใช้ทำปูนตำที่แม้จะดูแปลกไปกว่าโบราณก็จริงสามารถอนุโลมเข้ากับวัสดุหลักได้ คือ

1. วัสดุที่อนุโลมเข้าเป็นกลุ่มปูนขาว ได้แก่ ปูนเปลือกหอย ปูนแดง หรือปูนกินกับหมาก เป็นต้น

2. วัสดุที่อนุโลมเข้ากับกลุ่มทราย ได้แก่ ผงหินทรายแดง และฝุ่นผงหิน เป็นต้น

3. วัสดุที่อนุโลมเข้ากับกลุ่มเส้นใย ได้แก่ กระดาษหนังสือพิมพ์ กระดาษเปลือกทองคำเปลว เชือกมนิลา และเส้นใยจากสัปปะรดละเอียด เป็นต้น

4. วัสดุที่อนุโลมเข้ากับกลุ่มกาวหรือตัวยึด ได้แก่ แบะแซ เชลแล็ก และยางต้นประดู่ เป็นต้น

5. วัสดุอื่น ๆ นอกเหนือจากวัสดุ 4 อย่างข้างต้น ได้แก่ ครั่ง สีฝุ่น ดินลูกรังละเอียด เป็นต้น

สูตรหรือสัดส่วนวัสดุของปูนตำในปัจจุบันมีความหลากหลายมาก และยังคงหลักการดั้งเดิมอยู่ แม้จะมีวัสดุแปลกไปบ้างก็จัดเข้าในประเภททั้ง 4 อย่างได้ สำหรับอัตราส่วนต่าง ๆ นั้น เมื่อหาค่าเฉลี่ยก็มีสัดส่วนใกล้เคียงกับของโบราณ

ปูนขาวปูนตำและการปั้นปูน

การศึกษาเรื่องลายปูนปั้นนั้นจำเป็นที่จะต้องมีเรื่องปูนตำ และปูนตำก็จะต้องทำขึ้นจากปูนขาวเป็นส่วนผสมสำคัญที่สุดส่วนหนึ่ง เพื่อให้เกิดความเข้าใจในเรื่องปูนขาวที่เกี่ยวกับปูนตำ คือ ปูนขาวเกิดจากผลของหินปูนแปรสภาพทางเคมี โดยเริ่มจากหินปูน ( LIME STONE )หินปูนส่วนใหญ่จะประกอบไปด้วย แคลเซียมคาร์บอเนตรวมกับสารเจือปน ซึ่งมีแมกนีเซียม ซิลิกา เหล็ก อัลคาไลส์และพวกซัลเฟอร์ ในกรณีปูนตำที่นำไปปั้นลาย หรือภาพก็จะนำปูนขาวไปหมักน้ำในตุ่มหรืออ่างขนาดใหญ่ เมื่อปูนขาวชุ่มน้ำดีแล้วก็นำมาผสมคลุกกับวัสดุอื่น เช่น ทรายเพื่อให้เนื้อแน่น เส้นใยเพื่อให้เกิดแรงเหนี่ยวรั้งกันในอณูเล็ก ๆ เช่น เส้นใยจากป่าน ปอ กระดาษสา กระดาษข่อย เส้นใยผ้าฝ้าย ฟางข้าว กก ใยจากพืชอื่น ๆ เส้นไหม ขนสัตว์ เป็นต้น จากนั้นก็ผสมกาวหรือสารยึดเหนี่ยวเพื่อเป็นตัวประสานอณูเล็ก ๆ ให้จับกันแน่นยิ่งขึ้น ได้แก่พวก สารจำพวกกาวหนังสัตว์ ข้าวเหนียว น้ำตาล น้ำอ้อย น้ำมันพืชเหนียว เช่น นำมันทั่งอิ้ว นำมันยาง นำมันแก้ว ยางรัก เป็นต้น ( เพื่อให้เกิดความแกร่งแก่ปูนเมื่อแห้งแล้ว ) จากนั้นก็นำไปตำให้เข้ากัน กระทั่งปูนมีสภาพเหนียวเป็นก้อนดีแล้วจึงนำไปปั้น งานที่ปั้นแล้วเมื่อถูกอากาศจะกลับเป็นปูนแข็ง ( CaCo 3 ) กลับคืนเป็นสภาพหินปูนอีก

ขั้นตอนการทำปูนตำ

การเตรียมปูนสำหรับปั้น เป็นกระบวนการสำคัญยิ่งขั้นตอนหนึ่งของการปั้นปูนหรือการปั้นลายปูนปั้นซี่งทราบกันดีอยู่แล้วว่าจะต้องมีการตำปูนอย่างละเอียดให้ปูนเข้ากัน ซึ่งได้กล่าวไว้พอเป็นแนวทางการศึกษา คือ

1.ขั้นเตรียมการ

การเตรียมวัสดุเพื่อปฏิบัติการทำปูนตำจะต้องเตรียมดังนี้

- เตรียมปูนขาว คือ นำปูนขาวที่สะอาดไม่ปนเปื้อนมาผ่านตะแกรงละเอียดเพื่อเอาฝุ่นปูนขาวมาหมักน้ำแช่ไว้ในตุ่ม ประมาณ 10 - 15 วัน รินน้ำใส ๆ ตอนบนออก นำปูนขาวที่หมักไว้มาผึ่งให้แห้งหรือพอหมาดก็ได้

ตากแห้งแล้วผ่านตะแกรงตาถี่

ฝอยละเอียด

ให้การยึด ประสานอณูของปูนตำ เช่น สารตังเมจากน้ำตาล เป็นต้น

1.ขั้นผสมสัดส่วน

      นำเอาปูนขาว ทราย เส้นใย และกาวตวงปริมาณตามสัดส่วนที่เคยใช้ตามสูตรของตน

      ( โดยหลักกลาง ๆ จะเป็นปูนขาว 5 ส่วน ทราย 2 ส่วน เส้นใย 1 ส่วน และกาว 2 ส่วน ) นำมาผสมคลุกให้เข้ากัน

    1. ขั้นตำ ( บดย้ำ )
    2. นำเอาส่วนผสมตามสัดส่วนมาตำให้เข้ากันโดยวิธีการตำจะต้องใช้เวลาตำจนปูนมีสภาพ

      เป็นสีเดียวกัน เนื้อเดียวกัน มีความเหนียวไม่ติดมือ ทรงตัวได้ ( ปั้นลายแล้วทรงตัวอยู่ได้ หรือช่างไทยโบราณเรียกว่า ไม่ง่วงเหงา ) จึงจะใช้ได้ ถ้าตำสากเดียวจะใช้เวลาเป็นชั่วโมงนานมาก ปัจจุบันช่างได้คิดประดิษฐ์ เครื่องกลให้ตำไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะใช้ได้ขั้นนำไปปั้น

ปูนตำเมื่อผ่านการตำได้ที่แล้ว ช่างจะนำไปทำการปั้น เป็นลวดลายหุ่นปูนตามที่ต้องการ ถ้าปั้นปูนไม่หมดก็จะนำไปเก็บรักษาไว้ โดยผนึกมิให้อากาศเข้าออกได้ แล้วนำไปแช่ในน้ำไว้ ก็สามารถนำกลับมาปั้นต่อได้อีก

ขั้นตอนการปั้นปูน

การปั้นปูนเป็นการแสดงถึงฝีมือของช่างให้ปรากฏอย่างชัดเจน งานลายปูนปั้นจะม

ความสง่างาม งดงามขนาดไหน ขึ้นอยู่กับความคิดฝีมือ ความชำนาญงานของช่างปั้นนั้น ๆ ซึ่งมีความสามารถเฉพาะบุคคลจะให้ความเสมอกันนั้นไม่ได้ แต่อาจจะมีเลียนแบบ คือ ทำตามรูปแบบของครูอันเป็นสำนักเดียวกันนั้นพอจะมองหาลายออกได้ แต่จะให้เทียบฝีมือคงเป็นไปเหมือน กันหมดไม่ได้

ขั้นตอนการปั้นปูน

1. ขั้นกำหนดแบบ สิ่งแรกที่ช่างจะต้องดำเนินการก่อนสิ่งใด คือ การกำหนดแบบอาจจะเขียนแบบออกแบบ หรือคิดไว้ในสมองเป็นแบบ หรือรับนโยบายจากที่ใดเป็นแบบ ขั้นตอนนี้จะต้องรับมาดำเนินการก่อน เพื่อให้เข้ากับรูปทรงของพื้นที่ที่ลงมือปั้น เช่น อยู่ในพื้นที่รูปสี่เหลี่ยม รูปสามเหลี่ยม วงกลม รูปไข่ หรือทรงอิสระ ดังนั้นช่างจึงต้องกำหนดแบบขึ้นมาก่อนที่จะทำศิลปกรรมชิ้นนั้นอย่างไร วางเรื่องที่จะปั้นอย่างไร ประธานและส่วนประกอบอย่างไร

2. ขั้นเตรียมผิงพื้นผนัง ในการปั้นปูนนั้นสิ่งที่จะต้องคำนึงถึงอย่างมาก นอกจากตัวปูนตำให้ดีและทนทานแล้ว พื้นผิวผนังที่จะปั้นปูนทับลงไปจะเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่จะให้ลายปูนปั้นนั้นเกิดความคงทนถาวรถ้าเตรียมพื้นที่จะปั้นทับลงไปไม่ดีพอแล้ว ปูนที่ปั้นจะหลุดร่วงลงมาได้ภายในไม่ช้า และการสูญเปล่าจะน่าเสียดายฝีมือที่ดี ๆ มักจะหลุดร่วงแตกหัดเสียหายด้วยเรื่องเหล่านี้ ดังนั้นจึงเตรียมพื้นผนังให้ดีก่อนจะปั้นปูนตำลงไป

พื้นที่ที่เราจะปั้นปูนลงไปนั้นมีอยู่หลายชนิด พบว่าช่างปูนได้ใช้ปูนช่างปูนปั้นได้ใช้ปูนปั้นทับลงบนวัสดุ 5 อย่าง คือ 1. ปั้นทับบนอิฐ 2. ปั้นทับลงบนหินเนื้อละเอียด 3. ปั้นทับบนศิลาแรงผิวหยาบ 4. ปั้นทับบนผิวปูนฉาบ และ 5. ปั้นทับบนไม้ ซึ่งช่างจะทำเทือกเป็นการฉาบยึดพื้นไว้ก่อน แล้วจึงฉาบโกลนรูปขึ้นหุ่นแล้วปั้นลายต่อไป

สำหรับการเตรียมพื้นที่ที่จะปั้นปูนทั้ง 5 อย่างนั้น มีการเตรียมพื้นที่แตกต่างกัน

เช่น การปั้นทับบนอิฐ จะพบได้จากโบราณสถานที่สุโขทัย กำแพงเพชร อยุธยา และที่อื่น ๆ ช่างจะฉาบปูนอัดติดกับผิวอิฐก่อน โดยป้ายเกรียงกดให้ปูนเข้าไปในร่องอิฐและจับกับผิวอิฐ หรือบางครั้งจะพบว่ามีการถากผิวหรือกระเทาะให้ผิวอิฐเป็นรอยหยาบแล้วจึงป้ายปูนทับลงไปจึงปั้นลายอีกครั้ง วิธีนี้ดีเพราะว่าอิฐเกาะปูนได้ดี และอิฐก็มีอยู่ทั่วไปหาได้ไม่ยากเหมาะแก่การปั้นปูนในประเทศไทย ช่างสามารถนำศิลปกรรมปูนปั้นได้ทั่ว ๆ ไป แต่มีข้อเสียตรงที่อิฐถ้าเผาไม่ดีไม่สุขหรือเปียกก็จะทำให้ปูนปั้นแตกเสียหายได้ ถ้าปั้นบนหินเนื้อละเอียดหรือบนหินแข็งนั้นก็พบได้ทั่วไปเช่นกัน ช่างได้ใช้ปูนฉาบป้ายปูนติดกดกับหินให้จับบนส่วนขรุขระของหิน จากนั้นจึงป้ายลายภาพทับลงไป

สำหรับลายปั้นทับศิลาแลงผิวหยาบก็เช่นกัน โดยธรรมชาติศิลาแลงนั้นจะมีผิวขรุขระเป็นที่ยึดปูนได้เป็นอย่างดีอยู่แล้ว ช่างได้ปูนป้ายกดลงบนผิวศิลาแลงอย่างเช่นที่ กำแพงเพชร หลังจากนั้นจึงปั้นลายลงไป ลายปูนปั้นนั้นจึงเกาะติดอย่างแข็งแรงอันเป็นข้อดีอย่างมาก แต่ก็มีข้อเสียตรงที่ว่าศิลาแลงนั้นมีความแข็งไม่มาก เพราะตัวของศิลาแลงมีแร่เหล็กอยู่ อ๊อกไซด์ในเหล็กของศิลาแลงเมื่อถูกน้ำมากจะทำให้เปื่อยทำให้หลุดร่วง นำความเสียหายมาสู่ลายปูนปั้นได้ต่อไป สำหรับการปั้นปูนทับลงบนผิวฉาบนั้น หมายความว่าผิวพื้นเดิมอาจเป็นอิฐหินก็ได้ แต่มีการฉาบปูนหนาออกมามาก และมีการปั้นปูนทับลงบนปูนฉาบนั้น ในกรณีนี้ถ้าปูนฉาบผสมไว้ดีการฉาบใช้ปูนแข็งแรงการจับติดผนังโครงสร้างเดืมดี ก็จะทำให้ปูนปั้นคงทนถาวร แต่ถ้าปูนฉาบนั้นไม่แข็งแรงผสมไม่ดี ฉาบไม่ดีเปี่อยได้ง่าย หลุดได้ง่าย หรือไม่จับกับโครงสร้างด้านหลัง ก็เป็นอันตรายกับปูนปั้นที่ปั้นไว้ได้

สำหรับปูนปั้นทับบนไม้นั้นก็เคยพบว่าช่างได้นำไม้มาเป็นโครงสร้าง และฉาบปูนทับจากนั้นหลังจากนั้นจึงปั้นลายอีกครั้ง เช่น การปั้นซุ้มเรือนแก้วของพระตามซุ้มมุมทิศ หรือเมรุราย ของวัดไชยวัฒนาราม อยุธยา นั้นก็ใช้โครงสร้างด้านในเป็นไม้หรือที่อื่น ก็เคยพบ การปั้นปูนโดยการอาศัยฝากไว้กับไม้นั้นไม่ใคร่ดีเพราะว่าไม้มีอายุน้อยแต่ปูนมีอายุมาก ไม้จะผุเสียหาย

การศึกษาเกี่ยวกับศิลปกรรมปูนปั้น

คำว่าลายปูนปั้นนั้นเป็นคำที่มีความหมาย หมายถึง ลายหรือภาพอันเกิดจากการปั้นปูน หรือใช้ปูนปั้นเป็นลายให้ปรากฏขึ้นโดยใช้มือเป็นส่วนปฏิบัติ นี้เป็นความเข้าใจโดยทั่วไป

ปูนปั้นนั้นยังมีผู้ศึกษาไว้น้อยมาก มีการสร้างงานปูนปั้นมาแล้วตั้งแต่สมัยอดีตจนถึงปัจจุบันมีทั้งตะวันตก ตะวันออก ตามกลุ่มชนแถบลุ่มแม่น้ำไทกรีส - ยูเฟรติส ลุ่มน้ำดานูป ลุ่มน้ำคงคา ลุ่มน้ำฮวงโห ลุ่มน้ำแยงซีเกียง ลุ่มน้ำเจ้าพระยา และลุ่มน้ำโขง ซึ่งจะมีมนุษย์อาศัยรวมกันเป็นชุมชนเมือง เช่น กลุ่มเมโสโปเตเมีย กลุ่มปอมเปอีโบราณ กลุ่มเมืองโมเห็นโจดาโร กลุ่มกรีต โรมัน อิตาลี สเปน ฝรั้งเศส อียิปต์ อินเดีย ตรุกี เนปาล ธิเบต จีน ขอม ไทย เป็นต้น

แผ่นดินอันเป็นอาณาจักรและปรากฏในแผนที่ประเทศไทยในปัจจุบัน ถ้านับย้อนอดีตไปเป็นพันปี ในดินแดนแห่งนี้และกลุ่มชนเหล่านี้จะตั้งตัวเป็นก๊กเป็นเหล่า มีการรบพุ่งเป็นศัตรูกันเป็นบางขณะ ดินแดนถูกเปลี่ยนมือกันปกครองไปตามยุคตามสมัย และแต่ละยุคแต่ละสมัยนั้นก็มีความเชื่อความศรัทธาที่ต่างกัน นับถือผีสาง เทวดา ลัทธิ ศาสนาที่ต่าง ๆ กัน จากความเชื่อเหล่านี้เอง เป็นต้นเหตุที่สำคัญให้มนุษย์ได้สร้างเทวรูปเคารพ สร้างงานศิลปกรรม งานก่อสร้างเพื่อสนองศรัทธาและความเชื่อหรือสนองความต้องการของตนเองหรือกลุ่มตนเอง จึงทำให้เกิดเป็นรูปแบบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรมและงานศิลปกรรมขึ้น เช่น งานจิตกรรม งานประติมากรรม งานสถาปัตยกรรม งานเครื่องดินเผาและอื่น ๆ แต่งานประติมากรรมสร้างด้วยปูนและงานประเภทดินเผานั้นจะอยู่ได้นาน จึงเป็นหลักฐานสำคัญให้เราทั้งหลายให้มีโอกาสศึกษาความรู้ย้อนอดีตที่นานปีได้

การค้นพบปูนปั้นส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับศาสนาพุทธ ศาสนาพราหมณ์ มักเป็นการปั้นเกี่ยวกับชาดกหรือตำนานของศาสนา

ปูนปั้นที่เกี่ยวข้องกับพระศาสนา

1. เป็นภาพเล่าเรื่อง เช่น ชาดกหรือประวัติของศาสนาให้คนที่พบเห็นได้เกิดความเข้าใจ เกิดความรู้เรื่องโดยเล่าเรื่องด้วยภาพ

2. เป็นงานศิลปตกแต่งศาสนสถาน คือ เป็นศิลปกรรมประดับตกแต่งให้เกิดความสวยงามในศาสนาสถานเหล่านั้น แทนที่จะเห็นเป็นผนังเป็นแผ่นเรียบ หรือช่องว่างโดยเปล่าประโยชน์ ด้วยเหตุผลทั้งสองประการใหญ่จึงทำให้เกิดงานศิลปกรรมทั้งที่เป็นการประดับประดาตกแต่ง และเป็นงานศิลปกรรมในลักษณะภาพเล่าเรื่อง เช่น จิตรกรรมเล่าเรื่องประติมากรรมงานปั้นเล่าเรื่องเกิดขึ้น

แรงจูงใจในการแข่งขัน

การสร้างศาสนสถานนั้นนิมยที่จะสร้างแพร่กระจายไปตามหมู่ชนที่นับถือศาสนานั้น ๆ เพื่อให้เกิดความสะดวกต่อสานนิกชนที่จะไปประกอบศาสนกิจได้สะดวกและใกล้ที่พักอาศัยของตน โดยการเน้นแรงจูงใจในทางสิ่งแวดล้อม ความสะดวกสบาย และความประณีตวิจิตบรรจง ในการบรรจุงานศิลปกรรมเข้าไปในศาสนสถานนั้น ๆ

จากงานศิลปกรรมที่หลงเหลือเป็นหลักฐาน ในพุทธสถานโบราณเก่าแก่ เช่น ศิลปกรรมปูนปั้นได้ทั่ว ๆ ไปในดินแดนประเทศไทยปัจจุบันเพื่อให้คนได้ศรัทธา

การศึกษาเกี่ยวกับศิลปกรรมปูนปั้น

ในประเทศไทยได้ศึกษางานศิลปกรรมกันมาช้านานแล้ว แต่เป็นไปในรูปการเรียนแบบการเรียนในสำนัก ต้องไปเรียนที่บ้านครู หรือเรียนตามวัดวาอารามซึ่งมีครูผู้สอนเป็นศูนย์กลาง การเรียนคือการเข้าไปช่วยครูทำงาน การสอนคือการแนะนำจากครูก่อนทำงาน ศิษย์จะเป็นฝ่ายรับรู้จากครูทางเดียว( one way ) จนกว่าจะทำได้ดี ฝีมือเป็นที่พอใจของครู แล้วครูจึงปล่อยให้ศิย์ไปทำงานเองโดยไม่ต้องควบคุม แต่ยังคงเป็นที่ปรึกษาอยู่ห่าง ๆ และศิษย์จะต้องทำหน้าที่แผ่ขยายความรู้ที่ได้รับให้แพร่หลายต่อไป การศึกษาวิชาศิลปกรรมได้แพร่หลายและเป็นระบบสากลมากขึ้นเมื่อครั้นพระบาทสมเด็จพระจุลเจ้าเกล้าอยู่หัวเสด็จประพาสยุโรป และทรงทอดพระเนตรงานศิลปกรรมของนานาประเทศ ทำให้หวนระลึกถึงสยามประเทศ ด้วยว่าจะเพาะปลูกช่างให้งอกงามในดินแดนสยาม ด้วยพระราชปณิธานที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งในขณะนั้นในพระบรมมหาราชวังได้มีช่างหลวงเรียกว่ากรมช่างสิบหมู่อยู่ ครั้นแล้วพระราชปณิธาน ก็เริ่มแต่ยังมิทันจะดำเนินการก็เสด็จสวรรคตเสีย จึงเป็นพระราชภาระของพระบาทสมเด็จพระมงกฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยนำพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มาดำเนินการจนสำเร็จ ได้สถานศึกษาสิลปกรรมอันเป็นกลางชั้นหนึ่งแห่ง และพระสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จเปิดโรงเรียน พร้อมทั้งได้ พระราชทานนาม โรงเรียนเพาะช่าง ตั้งแต่เมื่อ 7 มกราคม พ.ศ. 2456

โรงเรียนเพาะช่างจึงเป็นสถานศึกษาที่มีการศึกษาศิลปกรรมงานช่างอย่างเป็นระบบครั้งแรกในประเทศไทยนับตั้งแต่นั้นมา โรงเรียนเพาะช่าง ได้เปิดสอนวิชาศิลปกรรมหลายสาขาและมีสาขาประติมากรรม ซึ่งเป็นงานปั้นหล่อปูนอยู่ด้วย

ปูนปั้นในประเทศไทย

ในดินแดนประเทศไทยปัจจุบันหลักฐานยีนยันว่า เคยมีมนุษย์อาศัยอยู่ก่อนหน้านี้มาแล้วประมาณ 5,00 ปี จากหลักฐานที่ขุดพบทางโบราณคดี เช่น ที่บ้านเชียง อุดรธานีและในที่อื่น ๆ ซึ่งมีหลักฐานทางโบราณวัตถุ เกี่ยวกับปูนปั้นนั้นเท่าที่พบในขณะนี้และเห็นว่าเก่าแก่ก็คงจะเป็นงานปูนปั้นที่ขุดค้นพบที่เมืองอู่ทอง เป็นรูปปูนปั้นเป็นองค์พระสงฆ์คลุมจีวรเป็นริ้ว ลักษณะเป็นแบบอย่างศิลปะอมราวดีในอิยเดียโบราณมีอายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 6-8 ซึ่งเรียกกันว่าศิลปะของฟูกัน เป็นหลักฐานอย่างดีที่จะกล่าวยืนยันว่าเป็นงานปูนปั้นที่มาอายุมากที่สุดเท่าที่พบในประเทศไทย ยังมีข้อสันนิษฐานแหล่งสำคัญอีกแห่งหนึ่ง นั้นคือ สระมรกตที่ปราจีนบุรี และสิ่งก่อสร้างรุ่นแรกในเมืองมโหสถปราจีนบุรี ซึ่งมีอายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 6 เช่นกัน

ภาพลายปูนปั้นบางส่วนในประเทศไทย

เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาคนไทยได้รับความสะเทือนใจเกี่ยวกับ ภาพเกาะสลักหินนารายณ์บรรทมสินธุ์ที่เป็นศิลาทับหลังประตูของปราสาทเขาพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งถูกลักนำไปยังต่างประเทศ และในที่สุดก็ได้กลับคืนมาโดยฝ่ายไทยมีหลักฐานภาพถ่ายเล็ก ๆ เพียงภาพเดียว เป็นพยานสำคัญในคดีครั้งนั้น ด้วยเหตุดังกล่าวแล้วทำให้วงการศิลปกรรม เกิดความวิตกกังวลและตื่นตัวกับงานศิลปกรรมในประเทศไทยซึ่งกระจายอยู่ตามโบราณสถานต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย และไม่อาจดูแลรักษาได้ทั่วถึง จึงไม่ปลอดภัยเท่าที่ควรจากพวกโจรกรรมศิลปะโบราณวัตถุ และคาดว่าสิ่งเดียวที่จะช่วยได้แต่เป็นทางอ้อม คือการเก็บหลักฐาน รูปถ่ายงานศิลปกรรมต่าง ๆ ไว้ให้มาก แล้วเผยแพร่สู่สาธารณชนหรือตามสถานศึกษาเพื่อฝากไว้ในความทรงจำของเยาวชนของชาติ นอกจากนี้ยังเป็นการศึกษาทางรูปแบบศิลปกรรมและสืบทอดงานศิลปกรรมนั้น ๆ ต่อไปข้างหน้าได้อีกทางหนึ่งด้วย ดังนั้น การที่ได้มีโอกาสศึกษาข้อมูลเรื่องปูนปั้นหรือลายปูนปั้น ในครั้งนี้จึงได้กำหนดนโยบายที่จะเก็บภาพลวดลายต่าง ๆ ที่เป็นลายปูนปั้นหรือส่วนเกี่ยวข้องเป็นบางส่วนที่มีอยู่ในประเทศไทย จึงพิมพ์ไว้เพื่ออ้างอิงและเป็นหลักฐานต่อไป เพื่อไม่ประมาทถ้าจะเกิดปัญหาดังขั้นต้น

การวิเคราะห์ข้อมูลปูนปั้น

การเก็บตัวอย่างจากแหล่งข้อมูล

จากการวิเคราะห์วิจัยลายปูนปั้นในครั้งนี้ เป็นการศึกษาข้อมูลทั่วประเทศ และได้เก็บตัวอย่างถ่ายภาพข้อมูลตามจังหวัดต่าง ๆ ที่อยู่ในจังหวัดภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคตะวันออก ภาคกลาง และภาคใต้ โดยวิธีเลือกสุ่มตัวอย่างทางสถิติ และสุ่มตัวอย่างเก็บปูนตำที่ฉาบและลายปูนปั้นตามที่ต่าง ๆ เพื่อเป็นตัวแทนปูนตำหรือปูนปั้นอีกส่วนหนึ่งของทุกภาคมาทำการวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ เพื่อหาข้อมูลที่ต้องการตามสมมุติฐานทั่วประเทศเป็นตัวอย่างจาก 5 ภาค 43 จังหวัด ได้แหล่งข้อมูล 282 แห่ง ดังนี้ คือ

ภาคเหนือ ได้ศึกษาตัวอย่างเพื่อหาข้อมูลใน 12 จังหวัด ได้แหล่งข้อมูลมา 110 แห่ง คือ

    1. 1. จังหวัดกำแพงเพชร
    2. 2.จังหวัดสุโขทัย
    3. 3.จังหวัดลำปาง
    4. 4.จังหวัดลำพูน

5. จังหวัดเชียงใหม่

6. จังหวัดเชียงราย

7. จังหวัดน่าน

8. จังหวัดแพร่

9. จังหวัดอุตรดิถ์

10. จังหวัดพิษณุโลก

11. จังหวัดพิจิตร

12. จังหวัดเพชรบูรณ์

ภาคอีสาน ได้ศึกษาตัวอย่างเพื่อหาข้อมูลใน 8 จังหวัด ได้แหล่งข้อมูลทั้งสิ้น 58 แห่ง คือ

    1. จังหวัดนครราชสีมา
    2. จังหวัดขอนแก่น
    3. จังหวัดอุดรธานี
    4. จังหวัดกาฬสินธุ์
    5. จังหวัดร้อยเอ็ด
    6. จังหวัดศรีษะเกษ
    7. จังหวัดสุรินทร์
    8. จังหวัดบุรีรัมย์

ภาคตะวันออก ได้ศึกษาตัวอย่างเพื่อหาข้อมูลใน 3 จังหวัด ได้แหล่งข้อมูลทั้งสิ้น

แห่งคือ

    1. จังหวัดปราจีนบุรี
    2. จังหวัดสระแก้ว
    3. จังหวัดจันทบุรี

ภาคกลาง ได้ศึกษาตัวอย่างเพื่อหาข้อมูลใน 9 จังหวัด ได้แหล่งข้อมูลทั้งสิ้น 42

แห่ง คือ

    1. กรุงเทพมหานคร
    2. จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
    3. จังหวัดลพบุรี
    4. จังหวัดสุพรรณบุรี
    5. จังหวัดกาญจนบุรี
    6. จังหวัดราชบุรี
    7. จังหวัดเพชรบุรี
    8. จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
    9. จังหวัดนครปฐม

ภาคใต้ ได้ศึกษาตัวอย่างเพื่อหาข้อมูลใน 11 จังหวัด ได้แหล่งข้อมูลทั้งสิ้น 54

แห่ง คือ

    1. จังหวัดสุราษฎร์ธานี
    2. จังหวัดภูเก็ต
    3. จังหวัดกระปี่
    4. จังหวัดตรัง
    5. จังหวัดพัทลุง
    6. จังหวัดปัตตานี
    7. จังหวัดยะลา
    8. จังหวัดนราธิวาส
    9. จังหวัดสงขลา
    10. จังหวัดนครศรีธรรมราช
    11. จังหวัดชุมพร

การวิเคราะห์ข้อมูลปูนปั้นทางวิทยาศาสตร์

วัสดุที่ผสมลงไปในปูนตำ ซึ่งในการศึกษารู้แต่ว่ามีวัสดุหลัก 4 จำพวก ได้แก่ ปูนขาว ทราย เส้นใย และกาวหรือตัวยึด สิ่งสำคัญสองอย่างแรก คือ ปูนขาวกับทรายนั้นคงไม่มีปัญหา เพราะทุกภาคของไทยใช้เหมือนกัน แต่จะแตกต่างกันในเรื่องของเส้นใยกับกาวหรือตัวยึด ซึ่งจะมีความแตกต่างกันตามแต่ละภาคหรือท้องถิ่นนั้น สำหรับวัสดุที่ผสมลงไปในปูนตำในเรื่องเส้นใยและกาวยึดสมัยโบราณนั้น จากการเรียนรู้ในสถาบันและอาจารย์แนบ บังคม ได้อธิบายว่า

ปูนตำภาคเหนือ

นิยมใช้เส้นใยจากต้นสาหรือกระดาษสาเป็นหลัก ลองลงมาเป็นเปลือกข่อยและฟางข้าว นอกนั้นก็สุดแต่จะหามาได้ ส่วนกาวหรือตัวยึดนั้นภาคเหนือนิยมใช้น้ำมันทั่งอิ้วลงไปในปูนตำเป็นหลัก รองลงมาเป็นพวกน้ำมันแก้ว น้ำมันยางรักหรือยางไม้ จากการผสมน้ำมันลงไปในปูนตำนี้เองจึงทำให้ช่างภาคเหนือเรียกปูนตำว่า ปูนน้ำมันอีกชื่อหนึ่ง

ปูนตำภาคอีสาน

นิยมใช้เส้นใยจากพืช เช่น เปลือกต้นปอ เปลือกป่านเป็นหลัก รองลงมาเป็นเปลือกต้นข่อย ฟางข้าวและต้นกก ส่วนกาวหรือตัวยึดนิยมใช้กาวหนัง ข้าวเหนียวผสมใส่ในปูนตำ

ปูนตำภาคตะวันออก

นิยมใช้เส้นใยจากพืช เช่น ฟางข้าว เปลือกข่อยเป็นหลัก รองลงมาคงเป็นเส้นใยจากสับปรด ต้นกก สำหรับกาวหรือตัวยึดนั้น ทางภาคตะวันออกนิยมใช้ ตังเม ( น้ำอ้อยเคี่ยวให้เป็นของเหลวไหลหนืด ) และกาวหนังสัตว์ หนังปลาเป็นหลัก รองลงมาเป็นยางไม้และกาวอื่น

ปูนตำภาคกลาง

นิยมใช้เส้นใยจากฟางข้าว เปลือกข่อยเป็นหลัก รองลงมาเป็น กก และนุ่น ส่วนกาวหรือตัวยึดภาคกลางนิยมใช้ ตังเม โตนด ( น้ำตาลโตนดเคี่ยวไฟจนข้นเหลว ) เป็นหลักรองลงมาคือ ยางไม้บางชนิดนิยมใช้ฟางข้าว ต้นกกและข่อยเป็นหลัก นอกนั้นก็สุดแต่จะหามาได้ สำหรับกาวหรือตัวยึดนิยมใช้กาวหนังสัตว์เป็นหลัก นอกนั้นเป็นอย่างอื่น ผสมลงไปในปูนตำ